วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

.::INCUBUS::SUCCUBUS::.

Succubus

    ปีศาจแฝงฝัน หรือ ซัคคิวบัส (Succubus) ตามความเชื่อแล้ว ลักษณะของซัคคิวบัส จะเป็นปีศาจที่อยู่ในรูปของผู้หญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวน ที่แฝงด้วยอาคมจนยากที่ชายใดจะปฏิเสธได้เชี่ยวชาญด้านการหลอกล่อผู้ชาย...

    ร่างจริงจะมีปีก ตาคล้ายงูแต่สามารถแปลงกายให้คล้ายมนุษย์ได้จะล่าเหยื่อในฝันโดยจะหลอกล่อเหยื่อ แล้วมอบความฝันสุดปรารถนาให้กับชายที่โดนสิง แลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากบางทีอาจถึงชีวิต
     **ปีศาจประเภทนี้ในขณะที่ยังไม่โตเต็มที่จะเป็นได้ทั้งชายและหญิงเมื่อโตเต็มที่จึงจะเลือกเพศโดยปีศาจประเภทนี้ที่เป็นชาย จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อินคิวบัส (incubus) ซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมการล่าคล้ายกัน หากแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง
     พฤติกรรมของซัคคิวบัสนั้นเชื่อได้ว่ามีเค้าโครงมาจากลิลิมซึ่งเป็นลูกสาวของลิลิธในตำนานของชาวยิว

    เป้าหมายที่เป็นเหยื่อของซัคคิวบัส มักจะอยู่ที่บาทหลวงหนุ่มๆเพื่อเป็นการขโมยพลังที่จะใช้ต่อสู้กับซาตานไปเช่นเดียวกับอินคิวบัสที่ส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายเป็นแม่ชีสาวๆซึ่งสิ่งที่ซัคคิวบัสขโมยไปจากผู้ชายคือน้ำอสุจิ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างภูตผีใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเชื่อกันว่าการที่ผู้ชายฝันเปียกเพราะการทำร้ายจากซัคคิวบัสนั่นเอง =w=

Incubus

     อินคิวบัส(Incubus)  มาจากตำนานพื้นเมืองของยุโรปในยุคกลาง (ยุคมืด เรื่องนี้จึงค่อนข้างเลวร้าย)

    เป็นปีศาจชายที่ล่อลวง ทำร้ายเหยื่อผู้หญิงในความฝันของพวกเธอคนที่เป็นเหยื่อจะไม่มีทางตื่นขึ้นภายใต้อำนาจของอินคิวบัส แต่จะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่มันกระทำในฝันร้ายนั้น 

    เมื่อเธอ(ผู้เป็นเหยื่อ)ตื่นขึ้นมา จะพบว่าตัวเองตั้งครรภ์และบุตรที่กำเนิดออกมานั้น จะไม่มีอะไรผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไปเสียแต่ว่าจะมีอำนาจมนตร์ หรือความสามารถเหนือธรรมชาติมากกว่ามนุษย์อื่น

    อำนาจที่ว่านั้นออกไปทางชั่วร้าย ศาสตร์มืด เด็กที่เติบโตขึ้น ส่วนใหญ่แล้วท้ายที่สุดจะกลายเป็นบุคคลชั่วร้าย หรือพ่อมดผู้ทรงอำนาจและพลัง

     ...มีตำนานกล่าวว่า พ่อมดเมอร์ลินเองก็เป็นทารกที่เกิดจากอินคิวบัสกับแม่ชีองค์หนึ่ง...


     บางตำนานเล่าว่า ทั้งIncubusและSuccubusเป็นหนึ่งในพวกเทพยาดาที่โดนลงโทษและถูกขับออกจากสวรรค์...
    Yasha

     ยาฉะ (Yasha) เป็นปีศาจที่มีพฤติกรรมคล้ายกับซัคคิวบัสมากแต่เป็นผู้หญิงและเป็นผีญี่ปุ่นลักษณะเป็นหญิงสาวที่งดงามเช่นเดียวกับซัคคิวบัส และใช้มนต์มายาได้เหมือนกับซัคคิวบัส ยาฉะจะดูดไอชีวิตจากเหยื่อเพื่อยังชีพเหมือนกัน มนต์มายาของยาฉะสามารถทำให้เหยื่อเป็นบ้าได้สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยาฉะกับซัคคิวบัส คือยาฉะไม่สามารถล่าเหยื่อในฝันได้เหมือนซัคคิวบัส


(สรุปนี่สวยหรือหลอนกันเนี่ย =w='')
    อินคูบัส(Incubus)เป็นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากอเมริกาเจ้าของเพลงดังอย่าง “Drive “ และ “Are You In?” ประกอบด้วยสมาชิก Brandon Boyd (ร้องนำ และ เพอร์คัชชั่น), Mike Einziger (กีตาร์), Ben Kenney (เบส), Jose Pasillas (กลอง) และ DJ Kilmore (เทิร์นเทเบิ้ล)


อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=59#ixzz1HKnH4fS1
.::COCKATRICE::.


    ครอกกาไทรส์ (Cockatrice)เป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างเหมือนกับ Basiliskไม่ว่าจะเป็นทางด้านต้นกำเนิดหรือเรื่องๆอื่น จนบางคนคิดว่าเป็นตัวเดียวกันซะอีก แต่ความจริงย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือมันเป็นคนละตัวกัน 

    Cockatriceตัวนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะอยู่ระหว่าง "ไก่" และ "มังกร"แค่มันจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตอื่นใด สิ่งมีชีวิตนั้นอันต้องกลายเป็นหินทีเดียว และที่แน่นอนคือมันเกิดออกมาจากไข่ของพ่อไก่!!!
(หมายเหตุ: คงเกิดจากการแปรผันทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ หรือความผิดพลาดทางด้านยีนส์, โครโมโซม ไม่กัมมันตภาพรังสี ~อันนี้ล้อเล่นนะ)
    จุดเด่นที่ทำให้มันแตกต่างกับ Basiliskจริงๆคือที่ผิวของมันจะไม่ปกคลุมด้วยเกล็ดตลอดทั้งตัว จะมีบางส่วนเป็นขนแบบไก่ลักษณะทางกายภาพทั่วไปค่อนข้างคล้ายไก่ยักษ์มีปีกบริเวณด้านข้างของลำตัว มีจงอยปากยาว ตาคมแดงดุ มีหางยาวงอกออกมาเหมือนมังกรหรืองู(บริเวณนี้จะไม่มีขนปกคลุมแต่จะเป็นเกล็ด) 



อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=58#ixzz1HKnBDoPt
 THE EAST SPHINX


     เป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าฉลาด ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะมันจะเปิดเผยสิ่งที่มันรู้ยากมาก มันพอใจที่จะนอนผึ่งแดด อย่างเป็นสุข ท่ามกลางการเคารพบูชาของผู้ที่เทิดทูนมัน
     นอกจากนี้ยังมีสฟิงซ์แบบอื่นๆซึ่งแตกมาจากพวกอียิปต์อีกเช่นกัน เช่น ครีโอสฟิงซ์ (Crio-Spninx) ที่มีหัวเป็นแกะบ้าง หรือเป็นนกเหยี่ยว บ้าง ในเปอร์เซีย (Persia) , แอสซีเรีย (Assyria) , และฟีเนียเซีย (Phoenicia) มีสฟิงซ์ทั้งสองเพศ ตัวผู้จะมีหนวด และผมหยักศก ส่วนของโรมโบราณเป็นผู้หญิง และอาจจะเป็นแบบ ที่ส่งผ่านมาให้ กับอียิปต์ก็ได้ เพราะว่าตัวนี้สวมงูแอสพ์ (Asp) คาดอยู่ที่หน้าผากด้วย...


อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=57#ixzz1HKn4T9n0
ANDRO-SPHINX


    เป็นพันธุ์ที่เราเรียกว่าแอนโดรสฟิงซ์(Andro-Sphinx)เป็นการผสมกันระหว่างมนุษย์กับสิงโตส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้นมีสัญลักษณ์ ของฟาโรห์อียิปต์แสดงไว้ชัดเจนคือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูจงอางแผ่แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบว่ากันว่า สฟิงซ์ คือ รูปเหมือนขนาดใหญ่กว่าร่างจริงสองเท่าของฮาร์มาชิส เทพแห่งรุ่งอรุณเมื่อตอนที่แปลงร่าง เป็นสิงโต มีเศียร เป็นฟาโรห์อียิปต์หรือ "sphingein" แปลว่า "การบีบรัด"
     รูปสลักสฟิงซ์ของอียิปต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือมหาสฟิงซ์(The Great Sphinx of Giza) บริเวณใกล้กับพีระมิดคาเฟร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)


    
 มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza)

     มหาสฟิงซ์ คือรูปสฟิงซ์แกะสลักด้วยหินขนาดใหญ่ที่สุด ใน ประเทศอียิปต์มีตัวเป็น สิงโต และมีหัวเป็น มนุษย์ อยู่ในบริเวณหมู่พีระมิดทั้ง 3 แห่งกิซ่า หมอบเฝ้าอยู่ใกล้กับ พีระมิดคาเฟร โดยหันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก...
      สฟิงซ์ คือ ชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานไอยคุปต์วิทยาและมีในตำนานชนชาติอื่นด้วยมีลักษณะต่างกันไป แต่จะมีตัวเป็นสิงโตเหมือนกัน

    สฟิงซ์ในตำนานกรีกมีใบหน้าและช่วงอกเป็นหญิงสาว มีปีกแบบนกอินทรีย์ และสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ สฟิงซ์จะคอยถามคำถาม กับมนุษย์ที่หลงมาพบมันเข้า หากตอบคำถามไม่ได้ มนุษย์ผู้เคราะห์ร้ายนั้นก็จะถูกสังหาร

     ส่วนสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณไม่มีปีกมีหน้าเป็นมนุษย์ผู้ชาย

     และยังมีแบบที่หัวเป็นแกะ(Criosphinx)และหัวเป็นนกเหยี่ยว(Hierocosphinx)อีกด้วย
     ชาวอียิปต์โบราณ แกะสลักหินเป็นรูปสฟิงซ์ไว้เป็นจำนวนมากแต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า นี้เองโดยนักโบราณคดีเชื่อว่ามหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าเป็นอนุสาวรีย์ของ ฟาโรห์คาเฟร (Khafre) หรือ คีเฟรน(Chephren) ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 4 ผู้สร้างพีระมิดคาเฟร เมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริสต์กาลโดยเชื่อว่าใบหน้าของมหาสฟิงซ์ จำลองมาจากใบหน้า ของฟาโรห์คีเฟรนและสามารถสังเกตว่าส่วนหัวของ มหาสฟิงซ์ มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์ แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน คือมีเคราที่คาง มีงูจงอางแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผาก และยังมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบฟาโรห์ ประกอบเข้ากับผ้าคลุมศีรษะ และคออีกด้วย
    จึงถือกันว่ามหาสฟิงซ์นี้ เป็นอนุสาวรีย์แกะสลักเก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันอียิปต์โบราณถือกันว่าสฟิงซ์เป็นร่างจำแลงภาคหนึ่งของเทพเจ้า การที่ฟาโรห์คาเฟร ให้แกะสลักใบหน้าสฟิงซ์เป็นใบหน้าของพระองค์จึงเป็นการแสดงว่าพระองค์เปรียบดังเทพเจ้านั่นเอง


ประวัติ
    -->ประมาณ 1 พันปีต่อมา หลังจากยุคสมัยของฟาโรห์คาเฟรที่มหาสฟิงซ์ถูกสร้างขึ้น มหาสฟิงซ์ถูกพายุทรายพัดทับถมจนเหลือให้เห็นเพียงส่วนหัว เล่ากันว่ามีเทพเจ้ามาเข้าฝัน เจ้าชายธุตโมส บอกให้พระองค์นำทรายที่ทับถมมหาสฟิงซ์ออก หากทำตามจะส่งผลให้ พระองค์ได้เป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ มหาสฟิงซ์ จึงได้รับการดูแลรักษาเป็นครั้งแรก
   -->เจ้าชายธุตโมสนี้ ต่อมาได้ขึ้นครองอียิปต์เป็น ฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 4 (Thutmosis IV) แห่งราชวงศ์ที่ 18 นับเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง หลังยุคสมัยของฟาโรห์ธุสโมซิสที่ 4 ในเวลาต่อมา มหาสฟิงซ์ ก็ถูกทรายทับถมอีก และได้รับการดูแลรักษาขึ้นมาใหม่ จนเห็นเต็มตัวในปัจจุบัน
    -->ปัจจุบันใบหน้ามหาสฟิงซ์ ถูกทำลายจนแทบสังเกตรายละเอียดไม่ออก ร่ำลือกันว่า เกิดจากทหารของ นโปเลียน ที่มาอียิปต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใช้ใบหน้าของมหาสฟิงซ์ เป็นเป้าซ้อมยิงปืน ทำให้รูปงูแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผากชำรุดเสียหาย จมูกแหว่ง และเคราหลุด อย่างไรก็ตามจากหลักฐานภาพวาดเก่าแก่เมื่อ 400 ปีก่อน พบว่าจมูกของมหาสฟิงซ์ชำรุด ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และมีบันทึกของอาหรับว่า ใบหน้าสฟิงซ์ถูกทำลาย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้ายุคสมัยของ นโปเลียน หลายร้อยปี
    -->นอกจากนี้ยังร่ำลือกันว่า ชิ้นส่วนของจมูกและเครามหาสฟิงซ์ ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์อังกฤษ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และทางการอียิปต์ ได้พยายามดำเนินการทวงถาม เพื่อนำกลับคืนประเทศอียิปต์แต่ยังไม่เป็นผล เรื่องชิ้นส่วนจมูกและเคราของมหาสฟิงซ์นั้น ความจริงปรากฏว่า ปัจจุบันบริติชมิวเซียมได้เก็บรักษา "ส่วนหนึ่ง" ของ เครามหาสฟิงซ์ ที่มีความยาวประมาณ 78 เซนติเมตรเอาไว้
ขนาด
     มหาสฟิงซ์ มีความยาววัดจากหัวถึงหางกว่า 240 ฟุต (74 เมตร) มีความสูงประมาณ 66 ฟุต (20 เมตร) และเฉพาะส่วนใบหน้าของ มหาสฟิงซ์ ก็กว้างถึงประมาณ 14 ฟุต ทั้งหมดแกะสลักขึ้น จากหินปูนก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว ดังนั้นนอกจากจะนับว่า เป็นอนุสาวรีย์แกะสลักที่เก่าแก่ที่สุดแล้ว มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า ยังเป็นรูปแกะสลักแบบลอยตัว จากหินก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งอีกด้วย...


อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=56#ixzz1HKmzUUcc
SPHINX

  
สฟิงซ์ของกรีกเป็นหนึ่งในลูกๆของอีคิดนาและไทฟอนสฟิงซ์มีใบหน้าและทรวงอกของหญิงสาว ท่อนล่างเป็นสิงโตและมีปีกแบบนกอินทรีมีลักษณะนิสัยชอบทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรง และกระหายเลือดและพวกนี้ยังชอบกินคนเป็นอาหารด้วย

     ลักษณะที่เด่นชัดของสฟิงซ์ กรีกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคล้ายแมว หรือจะว่าอีกทีก็คล้ายผู้หญิงด้วย นั่นคือ มันจะพูด คุยหยอกเหยื่อของมันก่อนที่จะกินเข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม
ถ้าหากเกิดเหยื่อหนีรอดไปได้ สฟิงซ์จะบินดิ่งทิ้งตัวกระแทกพื้นหรืออะไรสักอย่าง ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนตายไปเอง...

    เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ของกรีก ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของเจ้าแม่เฮรา(Hera) ซึ่งมอบหมายหน้าที่ลงโทษชาวเมืองธีบีส (Thebes) เพราะความเมามายไร้สติของพวกเขา หลังจากที่ ไดโอนิซุส เทพแห่งเมรัยได้มาสอนการทำไวน์ ให้แก่ชาวเมืองนี้ ตามปกติสฟิงซ์จะไม่เข้าขย้ำเหยื่อ ที่ผ่านมาในทันทีทันใด แต่จะให้โอกาสเหยื่อด้วยการถามปัญหา ที่เรียกกันว่าปัญหาของตัวสฟิงซ์(The Riddle of the Sphinx)ซึ่งสัญญาจะปล่อยเหยื่อเป็นอิสระ หากตอบปัญหาของนางได้

     ตามท้องเรื่องที่จะกล่าวถึงเอดิปุส(Oedipus)แห่งโครินท์ผ่านมาในเมืองธีบีสพอดิบพอดี สฟิงซ์กระโดดออกมา จากหลังพุ่มไม้ แลบลิ้นเลียปากด้วยความอยากกินเนื้อ ก่อนจะส่งเสียงคำรามให้ขวัญหาย เข้าใส่เอดิปุสและถามปัญหา

"อะไรเอ่ยเดินสี่ตีนในยามเช้า เดินสอง ตีน ในยามสาย และเดินสามตีนในยามเย็น….?

"อ๋อ มันก็คือมนุษย์นั่นแล ย่อมเดินด้วยการคลานทั้งมือและเข่า เมื่อยังเป็นเด็ก ยืนด้วยขาสอง ข้าง เมื่อโตเต็มที่ และต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเอง เป็นขาที่สามในยามสายัณห์ของชีวิต"

เอดิปุสตอบอย่างไม่ลังเล สฟิงซ์เมื่อได้ฟังคำตอบ ที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากมนุษย์หน้าไหนเลย ถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บใจ นางโผบินขึ้น บนฟ้า แล้วทิ้งตัวดิ่งลงฆ่าตัวตายในทะเล
 


แต่ถ้าหากนางถามเอดิปุสไปว่า...
อะไรเอ่ย...

ถ้ายืนอยู่ระหว่างประตูไปสวรรค์กับนรก
ซึ่งมีภูต 2 ตนเฝ้าอยู่
ภูตที่เฝ้าประตูสวรรค์พูดความจริงเสมอ
ส่วนภูตที่เฝ้าประตูนรกพูดโกหกเสมอ
ภูตคู่นี้บางทีก็สลับกันเฝ้าประตู
หนำซ้ำยังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัยเสียอีก
หากสามารถถามภูตที่เฝ้าประตูได้เพียงคำถามเดียวเท่านั้น
จะต้องถามว่าอย่างไร
จึงจะรู้ว่าประตูไหนไปนรก ประตูไหนไปสวรรค์?
.....
ไม่แน่ว่าคนที่ตายอาจเป็นอาดิปุสเสียเอง




เอาหละมาเฉลยคำถามของสฟิงซ์กัน

คำถามก็คือ
"ภูตเฝ้าประตูนั้น เขาจะบอกฉันว่าประตูนี้เป็นประตูไปยังสวรรค์ใช่หรือไม่?"
หากภูตเฝ้าประตูที่คุณถามตอบว่า"ใช่"นั่นแสดงว่าเป็นประตูไปสู่นรก
แต่ถ้าภูตนั้นตอบว่า"ไมใช่"นั่นแหละจึงจะเป็นประตูไปสวรรค์


อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=55#ixzz1HKmt9gjb
มังกร 4 ธาตุ

มังกรธาตุลม (Dragons of Air)::.

      มังกรธาตุลมปกครองทางทิศตะวันออกซึ่งหัวหน้ามังกรธาตุนี้ก็คือSairys(อ่านว่า แซร์อิซ) เป็นผู้ดูแลมังกรในธาตุลมตัวของแซร์อิซจะเป็นสีเหลืองทั้งตัว ค่อนข้างจะอุ่นๆ แล้วก็ชื้นๆ

      มังกรในธาตุนี้มีความสัมพันธ์กับสายตระกูล ดราโกนิค (Draconic) รวมไปถึงมังกรสายพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับลม พายุ ฤดูกาล และเป็นมังกรที่เข้ากับสายพันธุ์อื่นๆได้ดี...





มังกรธาตุดิน (Dragons of Earth)::.

     มังกรดินคือมังกรที่ครอบครองทางทิศเหนือ หัวหน้ามังกรธาตุดินคือเกรล(Grael หรือ Grail) เป็นผู้ดูแลมังกรภูเขา แผ่นดิน น้ำแร่ รัตนชาติ และแสงจันทร์สีของเกรลจะเป็นสีดำสนิททั้งตัว ตัวของเกรลจะแห้งและเย็น

      มังกรธาตุดินจะมีลักษณะตัวที่ใหญ่มีพลังที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้มังกรที่อยู่ในสายของมังกรภูเขาและป่ารวมไปถึงมังกรที่อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งและทะเล
ทรายจัดเป็นมังกรในธาตุดิน ซึ่งมังกรธาตุนี้มีความใกล้เคียงกับมังกรไฟหรือมังกรภูเขาไฟมาก
...



มังกรธาตุไฟ(Dragons of Fire)::.

      มังกรในธาตุไฟปกครองอยู่ทางทิศใต้หัวหน้ามังกรคือฟัฟนิร์(Fafnir) เป็นผู้ดูแลมังกรไฟและแสงอาทิตย์ลำตัวเป็นสีแดงล้วน ลำตัวแห้งและร้อน

      มังกรในธาตุไฟจะอยู่ในสายตระกูลของมังกรไฟและมังกรภูเขาไฟ และสายพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับทะเลทรายและแผ่นดินที่แห้งแล้ง ซึ่งมังกรไฟและมังกรภูเขาไฟจะมีลักษณะเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองเข้ม ตัวหนาและใหญ่ ลำตัว คอ และหางยาวเหมือนงู มังกรไฟบางชนิดจะชอบนอนจำศีลอยู่ในปล่องภูเขาไฟ
      และมันก็มีอาวุธประจำตัวคือลูกไฟที่มันจะพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวนั่นเองและจัดเป็นมังกรประเภทขี้หงุดหงิด ขี้โมโหและเอาใจยาก ซึ่งถ้าใครคิดจะไปยุ่งกับมันก็จะจบท้ายด้วยการโดนมันจับเผาเท่านั้นเอง.....




มังกรธาตุน้ำ(Dragons of the Seas and Various Waters)::.

      มังกรธาตุนี้เป็นมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ สระน้ำ และในแหล่งน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ขนาดตัวจะใหญ่พอๆ กันมังกรในเอเชีย นั่นก็คือมีลักษณะยาวและมีลำตัวคล้ายงู แล้วก็ไม่มีปีกไม่มีขาด้วย(แต่รูปมันมีปีกมีขาอ่า = ='') หัวหน้าของมังกรชนิดนี้คือเนลยอน(Naelyan)เป็นมังกรที่ดูแลมังกรน้ำและมังกรทะเล ซึ่งตัวของมันจะเป็นสีฟ้าทั้งตัว มีลักษณะเย็นและเปียกชื้น

      มังกรธาตุน้ำส่วนใหญ่ลำตัวจะอยู่ในโทนสีฟ้า มีทั้งตั้งแต่ ฟ้าประกายเงิน สีฟ้าอ่อน ยันไปถึงสีฟ้าน้ำทะเล ซึ่งสีของตัวมันจะสอดคล้องกับถิ่นที่อยู่ของมันนั่นเอง ที่หลังและปากจะมีลักษณะของปุยๆ หรือกระจุกขนๆ ที่ดูคล้ายขนนก (นึกถึงเวลาเขาเชิดมังกรจีนไว้) รอบเบ้าตามีลักษณะเป็นกระดูกแข็งๆ ส่วนหัวมีลักษณะคล้ายงู ลำตัวจะเล็กหรือจะตัวยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่อาศัย


      ในทะเลนั้นเชื่อกันว่ามีมังกรพวกนี้ซ่อนตัวอยู่เกือบทั่วทุกมุมโลก และสถานที่เชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งกบดานของมังกรพวกนี้คือแถบทะเลสแกนดิเน เวีย เดนมาร์ก อังกฤษ อเมริการเหนือ และตามแม่น้ำ ทะเลสาบ เป็นต้น...

อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=54#ixzz1HKmjbKZt